ปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ทำให้ทุกองค์กรทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Co2 มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยเป็นปัญหาที่สำคัญ โดยมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซในระดับสูง เช่น:
- การใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เป็นสาเหตุหลักของการปล่อยก๊าซ CO2 ในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้า
- ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคการขนส่ง เช่น รถยนต์ รถบรรทุก และการขนส่งทางอากาศ ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมาก
- กิจกรรมการเกษตร เช่น การปลูกข้าวและการเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทน (CH4) และก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- การตัดไม้ทำลายป่าและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเพื่อการพัฒนาเมืองและเกษตรกรรม ทำให้สูญเสียความสามารถในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกจากธรรมชาติ
- การเติบโตของประชากรและการพัฒนาเศรษฐกิจส่งผลให้ความต้องการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้น

หนึ่งในเครื่องมือหรือกลไกที่นำมาใช้ในการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายสีเขียวคือการอาศัยกลไกราคาและตลาดคาร์บอน โดยกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) หมายถึงการทำให้การปล่อยคาร์บอนมีต้นทุนหรือราคาที่ต้องจ่าย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกลไกดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ที่กำหนดอัตราภาษีต่อหน่วยการปล่อยคาร์บอน ซึ่งอาจเก็บจากแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Tax) ตลอดจนกลไกตลาดซื้อขายการปล่อยคาร์บอนที่สำคัญ เช่น ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต
คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือหน่วยที่ใช้ในการวัดและซื้อขายการลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยทั่วไป 1 คาร์บอนเครดิต เท่ากับการลดการปล่อยก๊าซ CO2 หรือก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ได้ 1 ตัน

หลักการทำงานของคาร์บอนเครดิต:
- การกำหนดขีดจำกัด: รัฐบาลหรือองค์กรจะกำหนดขีดจำกัดในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับบริษัทหรือประเทศต่าง ๆ
- การลดการปล่อย: หากบริษัทใดสามารถลดการปล่อยก๊าซของตนได้ต่ำกว่าขีดจำกัดที่กำหนด จะได้รับคาร์บอนเครดิตเป็นผลตอบแทน
- การซื้อขาย: บริษัทที่ไม่สามารถลดการปล่อยได้ตามขีดจำกัด สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตจากบริษัทที่มีเครดิตส่วนเกิน เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้
- การลงทุนในโครงการสิ่งแวดล้อม: คาร์บอนเครดิตยังถูกสร้างขึ้นจากโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซ เช่น การปลูกป่า การพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทน หรือโครงการอนุรักษ์พลังงานคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) มีความสำคัญในหลายด้าน โดยเฉพาะในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ:
- การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: คาร์บอนเครดิตช่วยให้บริษัทและประเทศสามารถควบคุมการปล่อยก๊าซ CO2 โดยการกำหนดขีดจำกัดในการปล่อยก๊าซและส่งเสริมให้มีการลงทุนในโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซ เช่น พลังงานหมุนเวียน
- สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ: การซื้อขายคาร์บอนเครดิตสร้างตลาดสำหรับการลดการปล่อยก๊าซ ซึ่งสามารถกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและโครงการที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม
- การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ: โครงการที่ผลิตคาร์บอนเครดิตมักเกี่ยวข้องกับการปลูกป่า การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
- การสร้างความตระหนัก: ระบบคาร์บอนเครดิตช่วยให้คนทั่วไปและองค์กรตระหนักถึงผลกระทบของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อลดการปล่อย
การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน: คาร์บอนเครดิตสนับสนุนเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การลดความยากจน และการเข้าถึงพลังงานสะอาด

สถานการณ์ของคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย
ประเทศไทยก็มีหน่วยงานชื่อว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นองค์การมหาชน ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยวิเคราะห์ กลั่นกรอง และรับรองโครงการ โดยมีหลายแง่มุมที่เกี่ยวข้องดังนี้
- นโยบายและกฎหมาย: ประเทศไทยได้กำหนดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDC) ตามความตกลงปารีส ซึ่งมีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซภายในปี 2030
- การส่งเสริมโครงการคาร์บอนเครดิต: มีการสนับสนุนโครงการต่าง ๆ เช่น การปลูกป่า การฟื้นฟูที่ดิน การใช้พลังงานทดแทน ซึ่งช่วยสร้างคาร์บอนเครดิตและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- ตลาดคาร์บอน: ปัจจุบันไทยกำลังพัฒนาตลาดคาร์บอน ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยให้บริษัทและองค์กรสามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ ทำให้มีแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซ
- การศึกษาวิจัย: มีการสนับสนุนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการสร้างคาร์บอนเครดิต
- ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ไทยมีความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาโครงการและเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
- ด้วยความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น การใช้คาร์บอนเครดิตจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทยในอนาคต
การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้:
- เลือกตลาดคาร์บอน: มีหลายตลาดคาร์บอน เช่น ตลาดที่กำหนดโดยรัฐบาล (Compliance Market) และตลาดที่สร้างขึ้นจากความสมัครใจ (Voluntary Market) คุณต้องเลือกตลาดที่ต้องการเข้าร่วม
- การลงทะเบียน: บริษัทหรือองค์กรที่ต้องการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะต้องลงทะเบียนในตลาดนั้น ๆ และสร้างบัญชีเพื่อให้สามารถดำเนินการได้
- ประเมินความต้องการเครดิต: ตรวจสอบว่าคุณต้องการคาร์บอนเครดิตเท่าไหร่ โดยพิจารณาจากปริมาณการปล่อยก๊าซของคุณและขีดจำกัดที่กำหนด
- ค้นหาผู้ขาย: คุณสามารถค้นหาผู้ขายคาร์บอนเครดิตได้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่รองรับการซื้อขาย หรือผ่านบริษัทที่ดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซ
- เจรจาและตกลงราคา: หลังจากหาผู้ขายที่ต้องการแล้ว สามารถเจรจาเรื่องราคาและเงื่อนไขการซื้อขายได้
- ทำสัญญา: สร้างสัญญาซื้อขายเพื่อระบุรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ปริมาณเครดิต ราคา วันที่ส่งมอบ และเงื่อนไขการชำระเงิน
- ชำระเงินและรับเครดิต: เมื่อทำการชำระเงินเสร็จสิ้น ผู้ขายจะทำการโอนคาร์บอนเครดิตให้กับคุณ โดยเครดิตจะถูกบันทึกในระบบของตลาด
- ติดตามและรายงาน: ต้องติดตามการใช้คาร์บอนเครดิตและรายงานผลการลดการปล่อยก๊าซตามข้อกำหนดที่กำหนดในตลาดนั้น ๆ
การซื้อขายคาร์บอนเครดิตช่วยสร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสามารถนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ในอนาคต
Source: https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/carbon-credit-2023


